Header จดทะเบียนปิดบริษัท - Full Width Responsive (Slim Edition)

เกี่ยวกับเรา

เราคือ สำนักงานบัญชีที่เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2556 ด้วยทีมงานที่ชำนาญและมีประสบการณ์ รับยื่นจดทะเบียนบริษัท, หจก. มากกว่า 5,000 กิจการ และรับยื่นจดทะเบียนเลิกบริษัทมากกว่า 700 กิจการ

ระวัง! จดทะเบียนเลิกแล้วไม่ชำระบัญชี = บริษัทไม่เคยหายไป

นิติบุคคลจะยังถูกฟ้องร้องได้ มีค่าปรับสะสมจาก DBD ทุก 3 เดือน และสรรพากรตรวจสอบย้อนหลังได้ตลอดเวลาหากปิดไม่สมบูรณ์

คู่มือการเลิกกิจการที่เข้าใจง่าย

รวบรวมขั้นตอนสำคัญที่คุณต้องรู้ในการปิดบริษัท

ระยะที่ 1: การจดทะเบียนเลิก (Dissolution Phase)

ช่วงเวลา: นับตั้งแต่ตัดสินใจเลิก จนถึงวันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียน

1. ด้านกฎหมาย (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า - DBD)

ขั้นตอนกฎหมายต้องเป๊ะตามไทม์ไลน์ ไม่อย่างนั้นการจดทะเบียนจะเป็นโมฆะหรือมีค่าปรับ

  • จัดประชุมผู้ถือหุ้น:
    • ต้องลงประกาศหนังสือพิมพ์เชิญประชุมล่วงหน้า (ตามข้อบังคับบริษัท ส่วนใหญ่ 7 หรือ 14 วัน)
    • ต้องส่งจดหมายลงทะเบียนเชิญประชุมผู้ถือหุ้นทุกคน
    • วาระสำคัญ: 1. มีมติพิเศษให้เลิกบริษัท (คะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 3/4) 2. แต่งตั้ง “ผู้ชำระบัญชี” (Liquidator) และกำหนดค่าตอบแทน 3. กำหนดชื่อผู้สอบบัญชี (Auditor) สำหรับงวดวันเลิก
  • จดทะเบียนเลิก: ผู้ชำระบัญชีต้องไปจดทะเบียนที่ DBD ภายใน 14 วัน นับจากวันประชุมเลิก
  • ประกาศโฆษณา & แจ้งเจ้าหนี้:
    • ลงประกาศเลิกในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น
    • ส่งจดหมายลงทะเบียนตอบรับแจ้งเจ้าหนี้ ทุกราย ให้มายื่นขอรับชำระหนี้ (ต้องทำภายใน 14 วันนับจากวันจดเลิก)

2. ด้านบัญชี (Accounting)

  • ตัดยอด (Cut-off): หยุดบันทึกรายการค้าปกติ ณ วันที่จดทะเบียนเลิก
  • จัดทำงบการเงิน “ณ วันเลิกกิจการ”:
    • ต้องแสดงสินทรัพย์และหนี้สินตามความเป็นจริง
    • จุดสำคัญ: สินทรัพย์ต้องตีราคาเป็นมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน (Realizable Value) หรือราคายุติธรรม ไม่ใช่ราคาทุนสุทธิเดิม เพื่อให้ผู้ชำระบัญชีรู้มูลค่าจริงที่จะนำไปขายใช้หนี้
  • การตรวจสอบ: ส่งงบนี้ให้ผู้สอบบัญชี (CPA) ตรวจสอบและรับรอง

3. ด้านภาษี (กรมสรรพากร)

  • คืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20): ต้องแจ้งคืน ณ สรรพากรพื้นที่ ภายใน 15 วัน นับจากวันจดเลิก (ใช้แบบ ภ.พ.09)
  • ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (งวดวันเลิก):
    • ต้องยื่นภายใน 150 วัน นับจากวันจดเลิก
    • ระวัง: ต้องนำกำไร/ขาดทุนสุทธิ จนถึงวันเลิกมาคำนวณภาษี
  • ความรับผิดเรื่องสินค้าคงเหลือ (Stock) และทรัพย์สิน:
    • ณ วันเลิก หากมีสินค้าหรือทรัพย์สินเหลืออยู่ กฎหมายภาษีถือว่า ขายออกไปแล้ว” (Deemed Sale) ณ วันเลิก
    • ต้องนำมูลค่าตลาดของของที่เหลือ มารวมเป็นยอดขายในรายงานภาษีขายของเดือนที่จดเลิก และนำส่ง VAT

สนใจสอบถามเพิ่มเติม

ระยะที่ 2: การชำระบัญชี (Liquidation Phase)

ช่วงเวลา: เป็นช่วงที่ยาวนานที่สุด (อาจใช้เวลา 6 เดือน – 3 ปี ขึ้นอยู่กับการเคลียร์ภาษี)

1.หน้าที่ผู้ชำระบัญชี (Legal Duties)

  • รวบรวมทรัพย์สิน: ตามเก็บเงินจากลูกหนี้, ขายทรัพย์สิน, ขายรถ, ขายเครื่องจักร เปลี่ยนทุกอย่างให้เป็น “เงินสด”
  • ชำระหนี้: ต้องจ่ายตามลำดับศักดิ์ (สำคัญมาก ห้ามลัดคิว):
    1. ค่าใช้จ่ายในการชำระบัญชี (ค่าทนาย, ค่าธรรมเนียม, ค่าสอบบัญชี)
    2. หนี้ภาษีอากรและค่าจ้างพนักงาน (บุริมสิทธิ)
    3. เจ้าหนี้มีหลักประกัน
    4. เจ้าหนี้การค้าทั่วไป
  • รายงานความคืบหน้า (ลช.3): ต้องทำรายงานยื่น DBD ทุก 3 เดือน
  • ประชุมประจำปี: หากชำระบัญชีไม่เสร็จเกิน 1 ปี ต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อรายงานความเป็นไป

2. ด้านบัญชี (Accounting)

  • บันทึกบัญชีแบบเกณฑ์เงินสด (Cash Basis): ส่วนใหญ่จะบันทึกเมื่อรับเงินจริง หรือจ่ายเงินจริง
  • บันทึกผลกำไร/ขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์: เช่น ขายรถได้กำไร หรือขายขาดทุน
  • บันทึกค่าใช้จ่ายในการชำระบัญชี: ค่าทำบัญชี, ค่าสอบบัญชี, ค่าปรับต่างๆ

3. ด้านภาษี (Tax Audit & Compliance)

  • ยื่นแบบ ภ.พ.30 (VAT): ต้องยื่นทุกเดือนต่อเนื่อง (แม้ยอดขายเป็น 0 ก็ต้องยื่น) ห้ามหยุดจนกว่าจะได้รับจดหมายอนุมัติขีดชื่อออกจากระบบ VAT
  • การยื่นงบการเงินประจำปี: หากรอบบัญชีตัด (เช่น 31 ธ.ค.) แต่ยังชำระบัญชีไม่เสร็จ ต้องยื่น ภ.ง.ด.50 ของปีนั้นๆ ด้วย
  • รับการตรวจสอบไต่สวน (Tax Audit): เจ้าหน้าที่สรรพากรจะเชิญผู้ชำระบัญชีไปพบ เพื่อตรวจสอบว่าบริษัทมีหนี้ภาษีค้างหรือไม่ (ตรวจละเอียดมาก เช่น สต็อกหายไปไหน, ทรัพย์สินขายราคาต่ำไปหรือไม่, บันทึกรายได้ครบไหม)
    • นี่คือขั้นตอนที่ยากที่สุดและทำให้ปิดบริษัทไม่ได้สักที

ระยะที่ 3: การจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี (Completion Phase)

ช่วงเวลา: เกิดขึ้นหลังจากสรรพากรไฟเขียว และจ่ายหนี้สินครบหมดแล้ว

1.ด้านกฎหมาย (Final Step)

  • ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งสุดท้าย: เพื่ออนุมัติ “รายงานการชำระบัญชี” (แสดงที่มาที่ไปของเงินทั้งหมด)
  • แบ่งคืนทุน: หากจ่ายหนี้เจ้าหนี้ครบ 100% แล้วมีเงินเหลือ ให้เฉลี่ยคืนผู้ถือหุ้นตามสัดส่วน
  • จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี: ผู้ชำระบัญชีต้องไปจดที่ DBD ภายใน 14 วัน นับจากวันประชุมครั้งสุดท้าย
  • เก็บรักษาเอกสาร: กฎหมายกำหนดให้เก็บสมุดบัญชีและเอกสารประกอบไว้ 10 ปี ที่สถานที่ประกอบการหรือสถานที่เก็บที่แจ้งไว้

2. ด้านบัญชี (Closing)

  • ปิดบัญชีสมบูรณ์: ยอดสินทรัพย์เป็น 0, หนี้สินเป็น 0, ทุนเป็น 0 (เพราะคืนหมดแล้ว)
  • ส่งมอบบัญชี: ส่งมอบเอกสารทางบัญชีทั้งหมดให้ผู้ชำระบัญชีเก็บรักษา

3. ด้านภาษี (Final Tax)

  • ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (งวดชำระบัญชี): สำหรับช่วงเวลาตั้งแต่วันเริ่มรอบบัญชีใหม่ จนถึงวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี
  • ขอคืนภาษี (ถ้ามี): หากมีภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ที่ขอคืนได้ ให้ดำเนินการขอคืนในขั้นตอนนี้ (แต่ส่วนใหญ่มักสละสิทธิ์เพื่อจบเรื่องเร็ว)

สนใจสอบถามเพิ่มเติม

การชำระบัญชี (Liquidation)

คือ กระบวนการจัดการสะสางทรัพย์สินและหนี้สินของนิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน) หลังจากที่ได้จดทะเบียนเลิกกิจการแล้ว เพื่อนำเงินที่ได้มาจ่ายคืนให้แก่เจ้าหนี้และแบ่งส่วนที่เหลือคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วน

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การชำระบัญชีมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเพื่อให้สถานะความเป็นนิติบุคคลสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์

หน้าที่หลักของ "ผู้ชำระบัญชี"

เมื่อมีการเลิกกิจการ จะต้องมีการแต่งตั้ง ผู้ชำระบัญชี” (ซึ่งมักจะเป็นกรรมการบริษัทเดิมหรือบุคคลที่ที่ประชุมแต่งตั้ง) มาทำหน้าที่ดังนี้:

  • สะสางงานที่ค้างอยู่: จัดการโครงการหรือสัญญาที่ยังดำเนินการไม่เสร็จให้เรียบร้อย
  • รวบรวมทรัพย์สิน: สำรวจว่าบริษัทมีทรัพย์สินอะไรบ้าง (เงินสด, ที่ดิน, สินค้าคงเหลือ) และนำออกขายทอดตลาดเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด
  • เรียกเก็บหนี้: ติดตามทวงถามหนี้จากลูกหนี้ของบริษัทให้ครบถ้วน
  • ชำระหนี้สิน: นำเงินที่รวบรวมได้ไปชำระให้แก่เจ้าหนี้ของบริษัท
  • คืนเงินทุน: หากชำระหนี้ครบแล้วมีเงินเหลือ ให้นำมาคืนทุนและแบ่งกำไรให้ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วน

ทำไมต้องมีการชำระบัญชี?

หรือค้างคาอยู่ในขั้นตอนการชำระบัญชี ส่งผลกระทบที่สำคัญทั้งในแง่กฎหมาย ภาษี และความรับผิดชอบส่วนบุคคลของผู้ชำระบัญชี ดังนี้

1. สถานะทางกฎหมาย: นิติบุคคลยังไม่สิ้นสภาพ

การจดทะเบียนเลิกเป็นเพียงการแจ้งว่า “หยุดประกอบกิจการ” แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้จดทะเบียน เสร็จการชำระบัญชี” บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนั้นยังคงมีสภาพเป็นนิติบุคคลอยู่ตามกฎหมาย เพื่อวัตถุประสงค์ในการชำระบัญชี (เช่น การรวบรวมทรัพย์สินและชำระหนี้)

  • ผลกระทบ: บริษัทยังสามารถถูกฟ้องร้องได้ และทรัพย์สินของบริษัทยังไม่สามารถโอนมาเป็นของส่วนตัวได้โดยสมบูรณ์จนกว่าจะชำระหนี้และแบ่งคืนทุนเสร็จสิ้น

2. ความรับผิดชอบและค่าปรับ (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า)

ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติ หากละเลยจะมีโทษปรับสะสม ดังนี้:

  • การยื่นรายงานการชำระบัญชี (แบบ ลช.3): ต้องยื่นทุกๆ 3 เดือน เพื่อรายงานความคืบหน้า หากไม่ยื่นจะมีโทษปรับตามอัตราที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด
  • การวางทรัพย์สินและบัญชี: หากการชำระบัญชีไม่เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี ผู้ชำระบัญชีต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อรายงานเหตุผลที่ล่าช้า
  • โทษปรับทางอาญา: การไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีโทษปรับทางอาญาต่อตัวผู้ชำระบัญชีเอง

3. ภาระภาษีที่ยังไม่จบ (กรมสรรพากร)

นี่คือส่วนที่มักสร้างปัญหามากที่สุดหากปล่อยทิ้งไว้:

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): หากจด VAT ไว้แล้วแจ้งเลิกแต่ไม่ชำระบัญชีให้จบ ภาระการยื่นแบบ ภ.พ.30 (แม้จะมียอดเป็น 0) ยังคงต้องทำต่อไปจนกว่าจะได้รับหนังสือแจ้งขีดชื่อ หากหยุดยื่นจะเกิดค่าปรับรายเดือนและเงินเพิ่ม
  • การตรวจสอบภาษี: กรมสรรพากรอาจระงับการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี หากตรวจพบว่าบริษัทยังมีภาระภาษีค้างชำระ หรือยังไม่ได้คืนใบทะเบียน ภ.พ.20
  • การประเมินภาษีย้อนหลัง: การไม่ชำระบัญชีให้เสร็จทำให้ “อายุความ” ในการตรวจสอบบางอย่างไม่เริ่มนับถอยหลังอย่างที่ควรจะเป็น

4. ความรับผิดส่วนตัวของผู้ชำระบัญชี (Liquidator’s Liability)

หากผู้ชำระบัญชีปล่อยปละละเลย หรือบริหารจัดการทรัพย์สินผิดพลาดในช่วงที่ยังชำระบัญชีไม่เสร็จ:

  • ต้องรับผิดชอบต่อเจ้าหนี้หากมีการโยกย้ายทรัพย์สินออกไปโดยที่ยังไม่ได้ชำระหนี้ให้ครบถ้วน
  • อาจถูกฟ้องร้องจากผู้ถือหุ้นรายอื่นหากทำให้บริษัทเสียประโยชน์

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. การเลิกกิจการกับการชำระบัญชี ต่างกันอย่างไร? +
การจดทะเบียนเลิกคือการแจ้งว่า "หยุดดำเนินธุรกิจ" ส่วนการชำระบัญชีคือกระบวนการสะสางทรัพย์สิน หนี้สิน และเคลียร์ภาษีให้หมดสิ้นก่อนที่จะสิ้นสภาพนิติบุคคลอย่างสมบูรณ์ครับ
2. ปิดบริษัทใช้เวลานานแค่ไหน? +
ขั้นตอนจดทะเบียนเลิกใช้เวลา 1-14 วัน แต่การชำระบัญชีอาจใช้เวลา 6 เดือน ถึง 3 ปี ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบของสรรพากรและความซับซ้อนของทรัพย์สินครับ
1. หากงบการเงินค้างมาหลายปี จะจดเลิกได้ไหม? +
ได้ครับ แต่ต้องสะสางบัญชีย้อนหลังให้เป็นปัจจุบันจนถึงวันจดทะเบียนเลิก เพื่อทำงบการเงิน ณ วันเลิกกิจการ ทีมงานเราช่วยสะสางส่วนนี้ให้ได้ทั้งหมดครับ
1. ถ้าจดเลิกแล้วแต่ไม่ชำระบัญชีต่อ จะเกิดอะไรขึ้น? +
บริษัทจะยังคงมีสภาพนิติบุคคลอยู่ (บริษัทซอมบี้) มีโทษปรับอาญาต่อผู้ชำระบัญชี และสรรพากรสามารถประเมินภาษีย้อนหลังได้ตลอดเวลาครับ

ระวัง! จดทะเบียนเลิกแล้วไม่ชำระบัญชี = บริษัทไม่เคยหายไป

นิติบุคคลจะยังถูกฟ้องร้องได้ มีค่าปรับสะสมจาก DBD ทุก 3 เดือน และสรรพากรตรวจสอบย้อนหลังได้ตลอดเวลาหากปิดไม่สมบูรณ์

สนใจสอบถามเพิ่มเติม

Scroll to Top